รอยด่างพร้อยบนวีลแชร์:

**ค่ำคืนที่สามีผู้เย่อหยิ่งต้องคุกเข่าแทบเท้ามหาเศรษฐีนีตัวจริง**
ภายในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร บรรยากาศที่ควรจะอบอวลไปด้วยความยินดีกลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันและเยือกเย็น
‘เตชินท์’ ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปี ผู้บริหารระดับสูงที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งของ ‘ซีเนริโอ กรุ๊ป’ ยืนจัดเนกไทหน้ากระจกบานใหญ่ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจในรูปลักษณ์อันไร้ที่ติของตนเอง วันนี้คือวันสำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา งานกาล่าดินเนอร์ฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัท ซึ่งมีข่าวลือหนาหูว่า ‘ประธานกรรมการบริหารสูงสุด’ หรือเจ้าของที่แท้จริงผู้ลึกลับ จะมาปรากฏตัวเป็นครั้งแรก
เบื้องหลังของเขา ‘พิมพ์ระวี’ ภรรยาสาวสวยในชุดเดรสกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่สั่งตัดอย่างประณีต นั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ เธอแต่งหน้าทำผมอย่างงดงาม เตรียมพร้อมที่จะไปร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของสามี
แต่เมื่อเตชินท์หันมามองภรรยาของตน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับเลือนหายไป แทนที่ด้วยสายตาแห่งความรำคาญใจ
“พิมพ์… คุณจะไปในสภาพนี้จริงๆ เหรอ?” น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้าง
“สภาพนี้? คุณหมายความว่ายังไงคะเตชินท์” พิมพ์ระวีถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสบายนัยน์ตาไหววูบ
“ก็สภาพที่ต้องนั่งรถเข็นไปให้เป็นภาระคนอื่นไง!” เตชินท์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “งานคืนนี้มีแต่ระดับอภิมหาเศรษฐี หุ้นส่วนระดับประเทศทั้งนั้น ถ้าผมต้องเข็นคุณเข้าไปในงานกลางสายตาคนนับร้อย มันจะดูเป็นยังไง? ภาพลักษณ์ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงของผมต้องมาแปดเปื้อนเพราะความน่าอายนี้เหรอ พิมพ์… คุณอยู่บ้านเถอะ อย่าทำให้ผมต้องเสียหน้าไปมากกว่านี้เลย ตั้งแต่อุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน คุณก็ไม่เหมาะกับสังคมของผมอีกแล้ว”
คำว่า ‘น่าอาย’ และ ‘ไม่เหมาะกับสังคม’ พุ่งกรีดกลางใจของพิมพ์ระวีราวกับมีดที่มองไม่เห็น เธอสูญเสียการเดินไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เธอเอาตัวบังเตชินท์เอาไว้ แต่สิ่งที่เธอได้รับตอบแทนกลับมาคือความรังเกียจจากชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี
พิมพ์ระวีไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เธอเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ “เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าคุณคิดว่าฉันคือน่าอาย… งั้นคุณก็ไปเถอะ ขอให้สนุกกับงานนะคะ”
เตชินท์ยิ้มมุมปากอย่างโล่งอก เขาคว้าเสื้อสูทแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองภรรยาที่นั่งอยู่เบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย
ทว่าทันทีที่ประตูห้องปิดลง แววตาที่เคยอ่อนโยนของพิมพ์ระวีก็แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบขาดและเยือกเย็นจนน่ากลัว เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดต่อสายตรงหาใครบางคน
“ลุงเวชคะ เอารถจอดรอที่ลานวีไอพีได้เลยค่ะ… ถึงเวลาที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องไปปรากฏตัวแล้ว”
—
ณ ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว แสงแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายระยิบระยับ เตชินท์เดินชนแก้วแชมเปญกับเหล่าผู้บริหารและนักธุรกิจชั้นนำด้วยท่าทีสง่างามและเย่อหยิ่ง เขาโปรยเสน่ห์และพรีเซนต์ตัวเองอย่างเต็มที่ โดยมี ‘ลิตา’ เลขาสาวสวยคอยยืนเคียงข้างประหนึ่งพาร์ทเนอร์
“ได้เวลาสำคัญแล้วครับทุกท่าน” เสียงพิธีกรดังขึ้นบนเวที ดึงความสนใจของคนทั้งโถงจัดเลี้ยง “ในค่ำคืนอันทรงเกียรตินี้ เราขอกราบเรียนเชิญ ท่านประธานกรรมการบริหารสูงสุด ผู้ถือครองหุ้น 85% ของซีเนริโอ กรุ๊ป… บุคคลผู้เป็นเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของเรา… มาดาม พิมพ์ระวี ภักดีบดินทร์!”
สิ้นเสียงประกาศ สปอตไลต์ทุกดวงสาดส่องไปที่ประตูไม้สักบานพับขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ เปิดออก บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทหกนายเดินนำหน้า ขนาบข้างด้วยเลขาธิการและทนายความระดับประเทศ
และตรงกลางวงล้อมนั้น… คือหญิงสาวผู้งดงามดุจนางพญา เธอนั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ชุดเดรสกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มของเธอตัดกับสร้อยคอเพชรบลูแซฟไฟร์มูลค่ามหาศาลบนลำคอระหง
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วห้องบอลรูม ทุกคนต่างตกตะลึงในความงามและอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจากหญิงสาวบนรถเข็น
ทว่าคนที่ช็อกที่สุดจนแทบหยุดหายใจคือ เตชินท์
แก้วแชมเปญในมือของเขาร่วงหล่นแตกกระจายลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นเทา นัยน์ตาเบิกโพลงมองผู้หญิงบนเวทีราวกับเห็นภาพหลอน… นั่นมันพิมพ์ระวี! ภรรยาพิการที่เขาเพิ่งทิ้งไว้ที่ห้อง และด่าทอว่าเธอคือความน่าอาย!
พิมพ์ระวีบังคับรถเข็นขึ้นสู่เวทีด้วยท่าทีสง่างาม เธอรับไมโครโฟนมาถือไว้ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปทั่วโถงจัดเลี้ยง ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่เตชินท์ซึ่งยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางงาน
“สวัสดีค่ะทุกท่าน” น้ำเสียงของเธอทรงพลังและหนักแน่น “หลายคนอาจจะแปลกใจที่เห็นประธานบริหารของพวกคุณอยู่ในสภาพนี้ แต่ฉันอยากจะบอกว่า… ศักยภาพของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ขาทั้งสองข้าง แต่วัดกันที่สมอง วิสัยทัศน์ และ ‘ความซื่อสัตย์’ ต่อคนรอบข้าง”
ทุกคำพูดของเธอเหมือนไม้กระบองที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของเตชินท์
“ซีเนริโอ กรุ๊ป จะไม่ยอมรับบุคลากรที่ตัดสินคุณค่าของคนอื่นจากเปลือกนอก ผู้บริหารที่ไร้หัวใจและทอดทิ้งได้แม้กระทั่งคนที่ยอมสละชีวิตเพื่อเขา… ย่อมไม่มีคุณสมบัติพอที่จะดูแลองค์กรแห่งนี้”
เมื่อการกล่าวสุนทรพจน์จบลง เสียงปรบมือดังกึกก้องยาวนาน พิมพ์ระวีบังคับรถเข็นลงจากเวที บรรดานักธุรกิจระดับแนวหน้าต่างโค้งคำนับและแหวกทางให้เธอ
เตชินท์ที่เพิ่งได้สติ รีบพุ่งตัวฝ่าฝูงชนเข้าไปขวางหน้าภรรยาของเขา เขาทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าวีลแชร์ของเธออย่างไม่กลัวเสียหน้า น้ำตาแห่งความหวาดกลัวและสำนึกผิดไหลอาบแก้ม
“พ… พิมพ์… เรื่องจริงเหรอ คุณคือประธานบริษัท? ทำไมคุณไม่เคยบอกผม!” เตชินท์ละล่ำละลัก พยายามจะเอื้อมมือไปจับมือของเธอ แต่บอดี้การ์ดก้าวเข้ามาสกัดไว้เสียก่อน
พิมพ์ระวีมองผู้ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและสมเพชที่สุด
“ฉันเคยพยายามจะบอกคุณหลายครั้งเตชินท์… แต่ความเย่อหยิ่งและจองหองของคุณมันบังตาจนคุณมองเห็นแต่ตัวเอง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน “คุณบอกว่าฉันคือความน่าอาย เป็นตัวถ่วงในชีวิตคุณ… แต่คุณรู้ไหมว่า ตำแหน่งผู้บริหารที่คุณเพิ่งได้มา รถสปอร์ตที่คุณขับ เพนต์เฮาส์ที่คุณอยู่… มันมาจากเงินของ ‘ผู้หญิงพิการน่าอาย’ คนนี้ทั้งนั้น”
“ผมขอโทษพิมพ์! ผมมันโง่เอง ผมผิดไปแล้ว ให้โอกาสผมนะพิมพ์ เรากลับไปเป็นเหมือนเดิมเถอะ ผมจะดูแลคุณเอง!” ชายหนุ่มร้องไห้ฟูมฟาย ก้มกราบลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ ทิ้งคราบผู้บริหารหน้าใหม่ไฟแรงไปจนสิ้น
พิมพ์ระวีเหยียดยิ้มเย็นเยียบ เธอพยักหน้าให้ทนายความส่วนตัว ทนายความจึงยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้เตชินท์
“นี่คือเอกสารฟ้องหย่า พร้อมกับคำสั่งปลดคุณออกจากตำแหน่งทุกอย่างในซีเนริโอ กรุ๊ป” พิมพ์ระวีประกาศก้อง “คุณเคยปฏิเสธที่จะเดินเคียงข้างฉันในวันที่ฉันอ่อนแอที่สุด… ดังนั้น วันนี้ฉันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้คุณมาเสวยสุขในอาณาจักรของฉันอีกต่อไป ลาก่อน… คุณอดีตสามี”
พิมพ์ระวีบังคับรถเข็นไฟฟ้าหันหลังกลับ เคลื่อนตัวออกไปจากวงล้อมอย่างสง่างามและทรงอำนาจ ทิ้งให้เตชินท์คุกเข่ากอดซองเอกสารฟ้องหย่า ร้องไห้อย่างบ้าคลั่งท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของแขกเหรื่อทั้งงาน เขาเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า… ความเย่อหยิ่งของเขาได้ทำลายอนาคตและชีวิตของตัวเองลงจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี.



